menu
Filters
ค้นหา

ทำไมต้องให้ความสำคัญกับเลือกดอกต๊าป

งานที่ใช้ดอกต๊าป คือ การสร้างเกลียวในรูของวัสดุ ซึ่งเป็นงานประเภทที่แก้ไขได้ยาก เพราะฉะนั้นการเลือกดอกต๊าปที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด เพราะหากเราเลือกผิดอาจทำให้ชิ้นงานเสียทั้งชิ้นเพราะใส่สกรูหรือประกอบกับวัสดุอีกชิ้นไม่ได้ หรือ ต่อให้สามารถประกอบชิ้นงานได้แต่ชิ้นงานจะไม่คงทนเท่าที่ควร เนื่องจากเกลียววัสดุไม่พอดีกัน มีความหลวมไป หรือแน่นไป เป็นต้น

สิ่งสำคัญอีกประการคือ ตัวดอกต๊าปทำจากเหล็กกล้าผสมคาร์บอน หรือเหล็กกล้าความเร็วรอบสูง ซึ่งทำให้ดอกต๊าปมีความแข็ง แต่แตกหักได้ง่าย หากเลือกผิดประเภทไม่ใช่แค่จะเสียชิ้นงานเท่านั้นอาจจะเสียอุปกรณ์ไปด้วย

ปัจจัยที่ต้องดูก่อนเลือกดอกต๊าปมี 3 ส่วนคือ

1. รูปแบบของดอกต๊าป

2. ประเภทและขนาดของรูในชิ้นงาน

3. ประเภทของเกลียวในชิ้นงาน

รูปแบบของดอกต๊าป

โดยส่วนมากดอกต๊าปจะถูกแบ่งตามประเภทการใช้งานอยู่แล้ว ซึ่งในปัจจุบันดอกต๊าปที่ได้รับความนิยมมีทั้งหมด 5 ประเภท คือ

ดอกต๊าปร่องเกลียว

ดอกต๊าปประเภทนี้จะมีการแบ่งมุมเกลียวตามความเร็วการใช้งานและวัสดุ ซึ่งความเร็วต่ำมุมเกลียวจะอยู่ที่ 18-30 องศา และความเร็วสูงมุมเกลียวจะอยู่ที่ 45-52 องศา

มุมเกลียวที่ 45 องศาหรือมากกว่า p>เหมาะกับวัสดุที่มีความอ่อนตัวสูง เช่น อะลูมิเนียม หรือทองแดง มุมเกลียวที่ 38-42 องศา p>เหมาะสำหรับวัสดุที่มีความแข็งระดับกลาง เช่น เหล็กคาร์บอน หรือสแตนเลส มุมเกลียวที่ 25-35 องศา p>เหมาะสำหรับวัสดุที่เปราะแตกง่าย เช่น โลหะผสม มุมเกลียวที่ 5-20 องศา p>เหมาะสำหรับวัสดุที่แข็งมากหรือเหนียวมาก เช่น สแตนเลสบางชนิด ไทเทเนียม หรือ โลหะผสมนิกเกิล

นอกเหนือจากนั้นดอกต๊าปร่องเกลียวยังเหมาะกับงานที่มีรูตัน เพราะตัวดอกต๊าปจะมีร่องที่ใช้ระบายเศษวัสดุต่างๆ อยู่แล้ว

ดอกต๊าปร่องตรง

ใช้ได้ดีสำหรับงานเหล็กหล่อและชิ้นงานขนาดเล็ก อีกทั้งยังใช้ทำเกลียวได้ทั้งรูทะลุและรูตัน มีข้อเสียที่มักมีเศษวัสดุอยู่ในรูต๊าป หากไม่มีการกำจัดเศษต่างๆ อย่างถูกวิธีอาจทำให้เศษวัสดุไปติดขัดในเกลียวได้

ดอกต๊าปปลายร่องเฉียง

การทำงานของดอกต๊าปปลายร่องเฉียง จะมีความคล้ายคลึงกับดอกต๊าปร่องตรง ต่างกันในจุดที่ดอกต๊าปปลายร่องเฉียง เหมาะสำหรับรูทะลุ เพราะว่าการเฉียงของปลายร่องจะผลักให้เศษวัสดุร่วงลงไปในทิศทางที่เจาะ

ดอกต๊าปรีดเกลียว

ดอกต๊าปรีดเกลียวจะมีการทำงานแตกต่างจากดอกต๊าปอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากดอกต๊าปประเภทนี้จะเน้นการใช้แรงอัดเกลียวเข้าในวัสดุ ทำให้ไม่มีเศษวัสดุอยู่ในร่อง อีกทั้งยังใช้เวลาสั้นกว่า ดอกต๊าปรีดเกลียวเหมาะกับงานอลูมิเนียม หรือเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำเป็นหลัก

ดอกต๊าปมือ

ดอกต๊าปมือเป็นดอกต๊าปที่มีความพิเศษกว่ารูปแบบอื่นๆ ตรงที่ว่า จะใช้สำหรับการเจาะเกลียวแบบแมนน่วล หรือการเจาะด้วยมือ

มีการแบ่งออกเป็นสามดอก ตามลำดับการเจาะ

– ดอกต๊าป Taper หรือ ดอกต๊าปเรียว เป็นดอกต๊าปที่ใช้เป็นตัวแรกหลังเจาะวัสดุด้วยสว่าน

– ดอกต๊าป Plug หรือ ดอกต๊าปตัวตาม เป็นดอกต๊าปที่ใช้เพื่อขยายขนาดเกลียว ก่อนใช้ดอกสุดท้าย

– ดอกต๊าป bottoming หรือ ดอกต๊าปตัวสุดท้าย เป็นดอกต๊าปที่ใช้เพื่อทำให้เกลียวมีความเสมอกัน ซึ่งบางครั้งเราอาจใช้แค่ดอกนี้เพียงดอกเดียว ตามความยากง่ายในแต่ละงาน

ประเภทและขนาดของรูในชิ้นงาน

การเจาะรูคือสิ่งจำเป็นสำหรับงานต๊าป เพื่อเป็นการนำร่องว่าชิ้นงานนั้นๆ จะต้องถูกเจาะเกลียวบริเวณไหน ลึกเท่าไหร่ อีกทั้งยังเป็นรูรูปแบบไหน ซึ่งประเภทของรูในงานต๊าปจะมีการแบ่งหลักๆ เป็นสองประเภท คือ รูตัน และ รูไม่ตัน ซึ่งก็ต้องใช้ ดอกต๊าปแตกต่างกันออกไปอีก

รูตัน : คือการเจาะแบบไม่ทะลุชิ้นงาน การเจาะประเภทนี้ควรใช้ ดอกต๊าปร่องเกลียวสว่าน หรือดอกต๊าปรีดเกลียว เนื่องจากสามารถถ่ายเทเศษวัสดุต่างๆ ออกจากชิ้นงานได้ง่ายกว่า ทำให้ชิ้นงานเรียบร้อยมากขึ้น

รูทะลุ : รูทะลุคือการเจาะทะลุชิ้นงาน ควรใช้ดอกต๊าปปลายร่องเฉียง เนื่องจากส่วนปลายจะช่วยดันเศษวัสดุให้ออกทางด้านที่เจาะทะลุ

สำหรับขนาดของรูเจาะก่อนทำการต๊าป เราจะอิงตามมาตราเมตริกในการคำนวณ ซึ่งจะคำนวณจากระยะพิตซ์(ระยะจากมุมเกลียวหนึ่งไปอีกเกลียวหนึ่ง)และขนาดของดอกต๊าป ตัวเลขเหล่านี้จะเขียนอยู่ที่ด้ามดอกต๊าปอยู่แล้ว

สูตรคำนวณมีดังนี้

ขนาดของดอกต๊าป – ระยะพิตซ์ = ขนาดของรูเจาะ ยกตัวอย่าง ถ้าเราต้องการทำเกลียวขนาด M8 x 1.25 ต้องเจาะรูขนาดเท่าไหร่ 8 – 1.25 = 6.75 มม. ซึ่งเราจะปัดเป็น 6.8 มม. ดังนั้น เราต้องเจาะรูขนาด 6.8 มม.เพื่อทำเกลียวขนาด M8 x 1.25

ประเภทของเกลียวในชิ้นงาน

เกลียว หรือเกลียวในชิ้นงาน จะถูกแบ่งออกเป็น 5 ชนิด ตามการออกแบบชิ้นงานนั้นๆ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการต๊าปและการประกอบชิ้นงาน โดยจะมีรูปแบบดังต่อไปนี้

1. เกลียวสามเหลี่ยม

1.1 เกลียวเมตริก (M-Thread)

1.2 เกลียว ISO

1.3 เกลียววิตเวอร์ต

1.4 เกลียวอเมริกัน

1.5 เกลียวยูนิไฟด์

1.6 เกลียวสามเหลี่ยมยอดแหลม

2. เกลียวสี่เหลี่ยม 3. เกลียวสี่เหลี่ยมคางหมู

3.1 เกลียว Tr

3.2 เกลียว Aeme

3.3 เกลียวหนอน

4. เกลียวกลม 5. เกลียวฟันเลื่อย

โดยส่วนมากสำหรับงานต๊าปแล้ว เรามักได้พบเจอกับเกลียวเมตริกเป็นหลัก เนื่องจากเป็นเกลียวรูปแบบมาตรฐาน มีการใช้งานทั่วไปมากที่สุด แต่ก็ยังมีการใช้เกลียวรูปแบบอื่นๆ ซึ่งฝั่งวิศวกรจะมีการระบุในงานว่าเป็นเกลียวประเภทไหน

วิธีการใช้งานต๊าปที่ถูกต้อง

การต๊าปจะแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ การต๊าปด้วยมือ และการต๊าปด้วยเครื่องจักร ซึ่งที่มักมีความผิดพลาดบ่อยคือการต๊าปด้วยมือ

อุปกรณ์สำหรับการต๊าปด้วยมือจะมีสองส่วนหลักๆ คือดอกต๊าป และด้ามต๊าป ซึ่งในส่วนของด้ามนั้นสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ตามลักษณะการทำงานและความถนัดของแต่ละคน แต่สิ่งสำคัญคือต้องมีการยึดจับดอกต๊าปได้มั่นคง ไม่หลุดหลวม

โดยวิธีการต๊าปมือมีดังนี้

1. เลือกดอกต๊าปให้เหมาะสมกับชิ้นงาน ตามหลักเกณฑ์ที่กล่าวไว้ข้างต้น ทั้งรูปแบบ ประเภทของรู และประเภทของเกลียวล้วนมีความสำคัญ โดยเฉพาะระยะพิตซ์ของดอกต๊าป ที่บางครั้งไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ต้องมีการสังเกตให้ดี

2. เจาะรูตามขนาดที่คำนวณไว้ โดยมีความลึกเกลียวไม่น้อยกว่า 75%

3. ยึดชิ้นงานด้วยอุปกรณ์ยึดจับ ตรวจสอบว่าไม่ขยับเขยื้อนหากมีการหมุน

4. ใส่ดอกต๊าปลงในรูที่ต้องการทำเกลียว และดอกต๊าปต้องตั้งฉากกับชิ้นงานเท่านั้น หากเอียงอาจทำให้ดอกต๊าปหักง่ายกว่าปกติ

5. หมุนดอกต๊าปตามเข็มนาฬิกา ราว ¼ รอบ แล้วหมุนกลับเพื่อให้เศษวัสดุหลุด แล้วหมุนต่อจากตำแหน่งสุดท้ายไปเรื่อยๆ อีกทีละ ¼ รอบ ทำอย่างต่อเนื่องด้วยแรงที่เท่าเดิมเพื่อหลีกเลี่ยงการแตกหักของดอกต๊าป

6. หยอดน้ำมันคลายความร้อนเมื่อรู้สึกว่าอุณหภูมิวัสดุเริ่มสูงขึ้น รวมถึงทำความสะอาดรูเป็นระยะๆ

7. ทำซ้ำกันจนได้ลักษณะและความลึกของรูที่ต้องการ ถ้าเกิดอาการติดในจุดหนึ่งจุดใดต้องถึงดอกต๊าปออกมาตรวจสอบ

8. เปลี่ยนดอกต๊าปเป็นดอกที่สอง และดอกที่สาม ทำซ้ำขั้นตอนข้างต้นเป็นการเก็บงาน

9. ตรวจสอบความเรียบร้อยและตกแต่งชิ้นงาน

สำหรับการต๊าปด้วยเครื่องจักร ควรทำตามข้อปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับเครื่องจักรนั้นๆ รวมถึงฟังคำแนะนำจากวิศวกรหรือหัวหน้างาน เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน